AI ในปี 2026: ผู้คนใช้งานจริงกันอย่างไร
ผ่านมาแล้วสามปีครึ่งนับตั้งแต่ generative AI ระเบิดความนิยมขึ้นสู่กระแสหลัก และตลอดปีที่ผ่านมาความก้าวหน้าก็ยังคงไม่หยุดนิ่ง ทั้ง "vibe coding" ที่กำลังมาแรง องค์กรต่างๆ เริ่มนำ agentic workflow มาใช้งานจริง ผู้ใช้งาน ChatGPT ประจำแตะระดับ 900 ล้านคนต่อสัปดาห์ และ Gemini ของ Google ก็แซงหน้าไปที่ 750 ล้านคนต่อเดือน ขณะที่ OpenAI ระดมทุนล่าสุดจนมูลค่าบริษัทพุ่งไปแตะ 852,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ท่ามกลางกระแสความตื่นเต้นและข้อถกเถียงเรื่องอนาคตของ AI คำถามหนึ่งที่ยังคงสำคัญที่สุดคือ "ผู้คนใช้เทคโนโลยีนี้กันจริงๆ อย่างไร" นี่คือโจทย์หลักของงานวิจัย AI in the Wild ที่ทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยทีมวิจัยได้วิเคราะห์กรณีการใช้งาน AI มากถึง 12,637 กรณี จากฐานข้อมูลเกือบ 50,000 รายการที่เก็บระหว่างเดือนมีนาคม 2025 ถึงกุมภาพันธ์ 2026 จากแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่หลากหลายขึ้น ทั้ง Reddit, Quora, บทความ, LinkedIn, TikTok และ YouTube โดยใช้ระบบผสมผสานระหว่างมนุษย์และ AI ในการคัดกรอง
ผลการศึกษาปีนี้ชี้ว่าผู้คนกำลังใช้ generative AI ในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มาพร้อมความกังวลใหม่ๆ ทั้งเรื่องการ "ยกภาระความคิด" ให้ AI มากเกินไป การพึ่งพา AI เพื่อเยียวยาด้านอารมณ์ และในโลกธุรกิจ การใช้งาน AI ส่วนใหญ่ยังให้ผลลัพธ์แค่ระดับ "ดีขึ้นเล็กน้อย" มากกว่าจะเปลี่ยนเกมได้จริง
1. Thinkslop: เมื่อ AI คิดแทนเรา
โมเดล AI รุ่นใหม่เก่งขึ้นมากในการเลียนแบบกระบวนการคิดของมนุษย์ จนน่าดึงดูดใจให้เราปล่อยให้มันคิดแทนเราไปเลย ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาได้
อย่างน้อย 1 ใน 4 ของกรณีการใช้งานยอดนิยมปีนี้ เช่น การปรึกษาปัญหาใจ/เพื่อนคุย (อันดับ 1) คำแนะนำเรื่องความสัมพันธ์ (อันดับ 7) การช่วยตัดสินใจ (อันดับ 13) จัดระเบียบชีวิต (อันดับ 14) ร่างอีเมล (อันดับ 42) และช่วยคิดไอเดีย (อันดับ 47) ล้วนเป็นการให้ AI คิดแทนเราบางส่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรรับผิดชอบเอง และเป็นทักษะที่มนุษย์ถนัดที่สุดในฐานะสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่ง
ทีมวิจัยบัญญัติศัพท์ "thinkslop" ต่อยอดจากคำว่า "slop" ซึ่งเป็นคำแห่งปีของ Merriam-Webster ปี 2025 เพื่อสื่อถึงความคิดที่มักง่ายและหยาบเกินไปจากการใช้ AI มากเกินขนาด
รูปแบบที่ทำให้เกิด thinkslop มีหลายทาง ได้แก่ การหลงลืมเจตนาที่แท้จริงของตัวเอง เพราะยิงคำสั่งให้ AI ทำงานตั้งแต่ต้นก่อนคิดให้ตกผลึก การผลักภาระความคิดทั้งหมดให้ AI จนสมองไม่ได้ฝึกแก้ปัญหาเอง การเลิกเขียนด้วยตัวเองจนงานออกมาดูเรียบร้อยแต่ไร้เนื้อหา (หรือที่เรียกว่า "workslop") และการเข้าใจผิดว่าตัวเองเก่งขึ้นเพราะ AI มักชมเชยจนเกินจริง (AI sycophancy)
อย่างไรก็ตาม หาก AI ถูกใช้เป็น "คู่สปาร์ริ่งทางความคิด" คอยท้าทายสมมติฐานและชวนมองมุมกลับ ก็สามารถช่วยลับความคิดให้คมขึ้นได้เช่นกัน
เคล็ดลับ: อย่าเริ่มต้นด้วย AI ให้ลองคิดเองก่อนสักพักในทุกงานที่ต้องใช้ความคิด และควรตีเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าส่วนไหนของงานควรเก็บไว้ทำเอง ส่วนไหนเหมาะกับ AI

2. AI กับอารมณ์และความสัมพันธ์
AI กำลังกลายเป็นที่พึ่งด้านอารมณ์ของผู้คนมากขึ้น ทั้งการขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ความรัก การคืนดีกับคนใกล้ตัว ไปจนถึงการพูดคุยกับคนที่จากไปแล้ว รวมถึงการใช้งานด้านอารมณ์ในที่ทำงาน เช่น พื้นที่ปลอดภัยในการถาม การเสริมความมั่นใจ และการเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน
การปรึกษาปัญหาใจ/เพื่อนคุย (therapy/companionship) เป็นกรณีการใช้งานอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยพบมากกว่า 1,400 กรณี คิดเป็น 11% ของฐานข้อมูลทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 5% ในปีก่อน

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าผู้คนเริ่ม "ให้ความเป็นมนุษย์" กับ AI มากขึ้น เช่น ตั้งชื่อให้แชตบอต ระบุเพศให้ AI และบางคนถึงขั้นรู้สึกสูญเสียเมื่อโมเดลถูกอัปเดตหรือประวัติแชตหายไป โดยผู้ใช้รายหนึ่งเปรียบเทียบความรู้สึกนั้นว่า "เหมือนสูญเสียเพื่อนไปด้วยโรคมะเร็ง"
ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนก็ใช้ AI เพื่อช่วยให้เข้าใจและสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกันได้ดีขึ้น ทั้งในชีวิตส่วนตัวและที่ทำงาน โดยมองว่า AI ให้มุมมองที่ปลอดจากการตัดสินแบบมนุษย์
อย่างไรก็ตาม กรณีที่เป็นข่าวใหญ่เรื่อง "AI psychosis" และความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับ AI ที่นำไปสู่ความเจ็บปวดและถึงขั้นเสียชีวิต สะท้อนว่าความสัมพันธ์เชิงบำบัดและอารมณ์กับ AI มีความเสี่ยงสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชย้ำว่าแชตบอต AI ทั่วไปไม่สามารถทดแทนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้
3. AI ในที่ทำงาน
ข้อมูลชี้ว่า AI ถูกใช้ในที่ทำงานอย่างกว้างขวาง ทั้งแบบเปิดเผยและแบบไม่บอกใคร โดย 63 ใน 100 กรณีการใช้งานยอดนิยมเกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรงหรือใช้ได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เช่น เพื่อนร่วมงานเสมือน คำแนะนำเส้นทางอาชีพ และการช่วยผู้ประกอบการ/สตาร์ทอัพ
สอง use case ใหม่ที่โดดเด่นปีนี้คือ "agentic operations" หรือ AI ที่ลงมือทำงานให้จริงแทนที่จะแค่พูดคุยแนะนำ และ "vibe coding" การเขียนโค้ดด้วยภาษาธรรมชาติ ซึ่งกลายเป็นกระแสข่าวตลอดปีที่ผ่านมา
แม้จะมีแรงหนุนจากองค์กร เช่น การซื้อไลเซนส์ การจัดอบรม และการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง แต่แรงต้านก็ยังมีมาก ทั้งนโยบายกำกับดูแล AI ขององค์กร ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ความกลัวตกงาน และการกลัวถูกมองว่า "โกง" งาน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "shadow usage" หรือการใช้ AI แบบไม่เปิดเผยในที่ทำงานอย่างแพร่หลาย
การใช้งาน AI ในองค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในลักษณะเพิ่มประสิทธิภาพงานเดิม เช่น สรุปประชุม ร่างเอกสาร คัดกรองผู้สมัครงาน มากกว่าการปฏิรูปกระบวนการธุรกิจใหม่ทั้งหมด ส่วนกรณีที่ใช้ AI เพื่อเติบโตธุรกิจ เช่น แคมเปญการตลาดที่ปรับแต่งอัตโนมัติ ก็ยังเป็นส่วนน้อยที่วัดผลตอบแทนได้ชัดเจน และกรณีที่ใช้ AI เพื่อ "เปลี่ยนโฉม" ธุรกิจทั้งหมดยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ส่วนใหญ่พบในธุรกิจ SME

สรุป
งานวิจัยปีนี้ชี้ให้เห็นว่า AI ได้กลายเป็นเครื่องมือที่แทรกซึมเข้าไปในแทบทุกมิติของชีวิตคน ทั้งการคิด การรู้สึก และการทำงาน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ได้สร้างสติปัญญาที่เรียนรู้จากผลงานสะสมของมนุษยชาติ และส่งมอบให้ทุกคนใช้งานได้เพียงปลายนิ้ว คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ตัวตนและอำนาจในการตัดสินใจของเราจะเหลืออยู่เท่าไรท่ามกลางบริการที่ทรงพลังและอยู่กับเราตลอดเวลาเช่นนี้ ส่วนหนึ่งของคำตอบขึ้นอยู่กับบริษัท AI เอง แต่ส่วนใหญ่ยังคงขึ้นอยู่กับตัวเราเอง
Key Takeaways
ก่อนเปิด AI ให้ลองคิดด้วยตัวเองก่อนสักครู่ ตีเส้นแบ่งให้ชัดว่างานส่วนไหนควรเป็นของเรา และหากใช้ AI เพื่อพูดคุยด้านอารมณ์ ควรตระหนักไว้เสมอว่ามันไม่สามารถทดแทนความสัมพันธ์กับมนุษย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้
อ้างอิง
-
How People Are Really Using AI in 2026 (Harvard Business Review)
-
AI in the Wild (งานวิจัยต้นทาง)

